ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Week 1

ความสำคัญของสารสนเทศ
ปัจจุบัน IT มี ความสำคัญมากในชีวิตประจำวันของมนุษย์ จนบางครั้งอาจเปรียบสารสนเทศได้เสมือนกับสายเลือดที่หล่อเลี้ยงการทำงานแทบ ทุกด้านขององค์กร  และผลกระทบของสารสนเทศมีกว้างขวาง ทั้งในระดับบุคคล กลุ่มองค์กร รวมทั้งการทำงานในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ อาจเป็นผลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เป็นต้น
วิวัฒนาการของสังคมโลกแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ
1.             1.   ยุคเกษตรกรรม ได้แก่ ที่ดิน, แรงงาน
2.             2.     ยุคอุตสาหกรรม ได้แก่ คน,  เครื่องจักร
3.             3.   ยุคสารสนเทศ ได้แก่ ข้อมูล,  ข่าวสาร, ความรู้ 
ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
          มีลักษณะ 3 ประการ คือ
1.   ระบบเศรษฐกิจโลก (Global Economy)
2.   ระบบเศรษฐกิจซึ่งเน้นการบริการที่อาศัยสารสนเทศเป็นหลัก
3.   เครือข่ายความสัมพันธ์
การเปลี่ยนแปลงองค์กรและการบริหาร
มีลักษณะ 3 ประการ คือ
1.              1.   องค์กรแบบใหม่
2.              2.    การบริหารแบบใหม่
3.              3.    การบริหารที่เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ
           เทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้น ราคาถูกลง มีรูปแบบการสื่อสารโทรคมนาคมที่หลากหลาย เทคโนโลยีมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจและการทำงานสาขาวิชาชีพ ต่าง ๆ 
ความหมายของข้อมูล, สารสนเทศ, ความรู้
ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
สารสนเทศ (Information) คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ 
ความรู้ (Knowledge) คือ สารสนเทศบวกกับ Know-how คือ สารสนเทศอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เกิดความรู้ เราต้องเข้าใจวิธีที่ดีที่สุดในการใช้สารสนเทศในการแก้ปัญหาผลิตสินค้าหรือ บริการ รวมทั้งความรับรู้และความเข้าใจในการนำสารสนเทศไปใช้ในการแก้ปัญหาในการ ดำเนินงาน   
ลักษณะของสารสนเทศที่ดี
          ลักษณะของสารสนเทศที่ดีมี 4 มิติ คือ      

1.      มิติด้านเวลา (Time)
·        การทันเวลา (Timeliness)  คือ สามารถหาได้รวดเร็วทันเวลาที่ต้องการ
·        ความเป็นปัจจุบัน (Up-to-date) คือ มีการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
·        มีระยะเวลา (Time Period) คือ มีข้อมูลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและการตัดสินใจ
2.       มิติด้านเนื้อหา (Content)
·     ความถูกต้องเที่ยงตรง คือ สารสนเทศซึ่งไม่มีข้อผิดพลาด
·     ความสัมพันธ์กับเรื่อง คือ สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการ
·     ความสมบูรณ์ คือ คลอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญทุกเรื่องที่ต้องการทราบ
·     ความน่าเชื่อถือได้ คือ ขึ้นอยู่กับการเก็บรวบรวมข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูล
·     ตรวจสอบได้ คือ ตรวจสอบความถูกต้องและแหล่งที่มา
3.       มิติด้านรูปแบบ (Format)
·     ความชัดเจน
·     ระดับของการนำเสนอรายละเอียด
·     รูปแบบการนำเสนอ
·     สื่อในการนำเสนอ
·     ความยืดหยุ่น
·     ความประหยัด
4.       มิติด้านกระบวนการ (Process)
·     ความสามารถในการเข้าถึง
·     การมีส่วนร่วม
·     การเชื่อมโยง
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
                เทคโนโลยี สารสนเทศ คือ ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ การสื่อสาร โทรคมนาคม การจัดการฐานข้อมูล และเทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์
ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบที่รวบรวม ประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่สารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผน การพัฒนาตัดสินใจ ประสานงานและควบคุมการดำเนินงาน
องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์
                มีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนคือ
1.      ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2.      ซอฟท์แวร์ (Software)
3.      ฐานข้อมูล (Database)
4.      เครือข่าย (Network)
5.      กระบวนการ (Procedure)
6.      คน (People)
บทบาทของนักบริหารและผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารสนเทศ
1.      กำหนดสารสนเทศทีต้องการ (what)
2.      พิจารณาเวลา (when) ที่ต้องใช้สารสนเทศนั้น
3.      ทราบว่าจะหาสารสนเทศดังกล่าวได้ที่ไหน (where)
4.      เข้าใจว่าทำไม (why) จึงต้องมีสารสนเทศนั้น
5.      ทราบว่าผู้ใช้สารสนเทศคือใคร (for whom)
6.      จะใช้เครื่องมืออะไร (how)
แนวทางเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
ประโยชน์ของสารสนเทศ
1.             1.  ประสิทธิภาพ  (Efficiency)
·       ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็ว
·       ระบบสารสนเทศช่วยในการเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
·       ระบบสารสนเทศช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
·       ช่วยลดต้นทุน
·       ช่วยให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดี
2.             2.  ประสิทธิผล  (Effectiveness)
·       ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ส่งผลให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ได้
·       ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสม
·       ระบบสารสนเทศช่วยในการปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้น, ทำได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น, 
ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น
1.             3.  ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
มีการนำสารสนเทศมาใช้และทำให้เกิดการบริหาร/จัดการงานแบบใหม่ เช่น Supply Chain Management, Good Governance, Customer Relationship Management-CRM, E-Business, E-Government, E-commerce, Re-engineering, Knowledge Management, Virtual Organization เป็นต้น

2.             4.  คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality of Working Life)
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดเครื่องมือการทำงานแบบใหม่ เช่น Internet, E-mail, Mobile และทำให้เกิดการทำงานรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ระบบ Tele/Video Conferencing,  Electronic Data Interchange, Virtual Organization เป็นต้น ซึ่งทำให้ประหยัดทรัพยากร และเพิ่มคุณภาพการเป็นอยู่ของคนได้

องค์การเสมือนจริง (Virtual Organization)
           องค์กรเสมือนจริงเป็นรูปแบบขององค์กรแบบใหม่ ดังนั้น จึงยังไม่มีคำจำกัดความที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ตัวอย่างคำจำกัดความขององค์กรเสมือนจริง เช่น องค์กรเสมือนจริง คือ องค์กรที่ใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงคน ทรัพย์สิน และความคิดต่าง ๆ เพื่อสร้างและกระจายสินค้าและบริการ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องขอบเขตขององค์กรแบบเดิม หรือข้อจำกัดในด้านสถานที่ตั้งขององค์กร
ลักษณะขององค์กรเสมือนจริง
1.      การใช้เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
2.      สังคมกับชุมชนเครือข่ายซึ่งมีการร่วมมือและพึ่งพากัน
3.      สังคมกับชุมชนเครือข่ายซึ่งมีการร่วมมือและพึ่งพากัน
4.      ความยืดหยุ่น
5.      ความไว้วางใจ
6.      การบริหารตนเอง
7.      ขอบเขตองค์กรไม่แน่ชัด
8.      ไม่มีสถานที่ตั้งขององค์กร
สาเหตุของการเกิดองค์กรเสมือนจริง
1.       การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
2.       ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ
3.       ลูกค้า
4.       คนทำงาน
รีอินจิเนียริ่ง
                รี อินจีเนียริ่ง คือ การทบทวนความคิดพื้นฐาน และการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่โดยสิ้นเชิง เพื่อให้บรรลุผลการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ในผลงาน เช่น ต้นทุน, คุณภาพ, บริการ, และความเร็ว

หลักการของรีอินจีเนียริ่ง
1.      การคิดใหม่จากพื้นฐาน
2.      การออกแบบใหม่อย่างถอนรากถอนโคน
3.      การปรับปรุงที่ส่งผลอย่างใหญ่หลวง
4.      เน้นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน
องค์ประกอบของรีอินจีเนียริ่ง
1.      การออกแบบใหม่ (Redesign)
2.      เครื่องมือ (Retool)
3.      การปรับปรุงการทำงานใหม่ (Re orchestrate)
ข้อดีของรีอินจีเนียริ่ง
1.       ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ในการทำงานทั้งหมด โดยไม่ยึดติดกับระบบการทำงานแบบเดิม
2.       มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ
3.       เจ้าหน้าที่/พนักงาน ทำงานได้เป็นอิสระมากขึ้น
4.       มีการนำ IT/IS มาใช้ในการปรังปรุงงาน
5.       เป็นวิธีปรับปรุงที่ให้ความสำคัญต่อกระบวนการเป็นสำคัญ
ข้อจำกัดของรีอินจีเนียริ่ง
1.        RE ละเลยเรื่องคนในองค์กร ทำให้พนักงานขาดขวัญ และกำลังใจในการทำงาน
2.        ขาดการนำเรื่องวัฒนธรรมองค์การมาพิจารณาในการปรับปรุงงาน
3.        การทำ RE เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ยากที่จะทำให้ประสบความสำเร็จโดยฉับพลัน และยังมีความเสี่ยง
ค่อนข้างสูง
4.        มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงจากระดับสูงลงมา ขาดการมีส่วนร่วมจากระดับล่าง ทำให้พันธะผูกพัน การเปลี่ยน
แปลงมีน้อย
การจัดการความรู้ (Knowledge Management)
ความรู้จำแนกเป็น 2 ประเภท คือ
  1.        ความรู้แบบไม่ชัดแจ้ง (Tacit Knowledge) คือ ความรู้ที่มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจง ยากที่จะสื่อสารให้คนอื่นทราบ
หรือเข้าใจได้ง่าย ต้องอาศัยทักษะในการฝึกฝน เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน เป็นต้น
   2.       ความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คือความรู้ที่สามารถรวบรวม จัดระบบ และถ่ายทอดโดยใช้ IT ได้ 
เช่น ความรู้ที่ได้จากหนังสือหรือตำราต่าง ๆ เป็นต้น

Peopleware ตำแหน่งงานด้าน IT

เจ้าหน้าที่บริหารฐานข้อมูลERP (ERP Database Admin)
-สามารถปรับปรุงฐานข้อมูลของบริษัทในระบบ ERP ตามที่ได้รับมอบหมายจาก ERP Development Manager
-ทำการปรับแต่งการทำงานของฐานข้อมูลให้มีประสิทธิ์ภาพสูงสุด และมีความเสถียรที่สุดสำหรับการใช้งานในระบบ
-สามารถให้คำปรึกษากับ user
-สามารถดูแล website ของบริษัทได้
อัตรา 1
เงินเดือน 15000-18000
คุณสมบัติผู้สมัคร :    
1.
ชายหญิง ไม่จำกัดอายุ
2.
จบสาขาคอมพิวเตอร์
3.
มีมนุษย์สัมพันธ์ดี กับเพื่อนร่วมงาน
4.
ถ้ามีความสามารถในการเขียนโปรแกรมติดต่อฐานข้อมูลได้จะพิจารณาเป็นพิเศษ
5.
ถ้ามีประสบการณ์เรื่องโปรแกรมบัญชีหรือด้านธุรกิจจะพิจารณาเป็นพิเศษ
6.
สามารถเข้าทำงานที่โรงงาน (พุทธมณฑลสาย5) และออฟฟิศ (เยาวราช)ได้
หมายเหตุ :    
  • ทดลองงาน3เดือน, นำผลงานเก่าๆทั้งหมดเข้ามานำเสนอตอนสัมภาษณ์งานด้วย


  • Application Programmer
    ประยุกต์ใช้หรือพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน
    อัตรา 2-3
    เงินเดือน -
    สวัสดิการ สำหรับพนักงานประจำ - กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, Over Time, ค่ารักษาพยาบาลคนไข้ใน - คนไข้นอก, ค่าทำฟัน, ประกันสังคม, โบนัสประจำปี 2 ครั้ง/ปี, Incentive, สวัสดิการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับพนักงาน ฯลฯ
    คุณสมบัติผู้สมัคร :    
    1.
    ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์
    2.
    เคยเรียนรู้แนวคิดของ SDLC
    3.
    สามารถพัฒนาระบบงานด้วย C/C++, Java, VB, Dot Net อย่างใดอย่างหนึ่ง
    4.
    หากมีทักษะในการพัฒนาระบบงานบนระบบ LINUX, UNIX หรือ WWW application หรือการเชื่อมโยงระหว่างระบบ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
    5.
    มีความอดทน และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
    6.
    สามารถทำงานล่วงเวลาได้
    Online Support
    -
    อัตรา 10
    เงินเดือน -
    สวัสดิการ สำหรับพนักงานประจำ - กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, Over Time, ค่ารักษาพยาบาลคนไข้ใน - คนไข้นอก, ค่าทำฟัน, ประกันสังคม, โบนัสประจำปี 2 ครั้ง/ปี, Incentive, สวัสดิการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับพนักงาน ฯลฯ
    คุณสมบัติผู้สมัคร :    
    1.
    อายุ 24-28 ปี
    2.
    วุฒิปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์, วิศวะคอมพิวเตอร์ หรือ สาขาที่เกียวข้อง
    3.
    มี ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ ATM และ ระบบ EDC บัตรเครดิต, ระบบ IBM AS/400 - AIX, Computer Support, IT, Network, OS Windows, UNIX, Linux / Program SQL, Access, MS office
    4.
    สามารถทำงานเป็น เวร หรือ กะ ได้
    5.
    มีความกระตืนรือร้นในการทำงาน อดทน, มีความคิดสร้างสรรค์, มีความตรงต่อเวลา, สามารถทำงานเป็นทีมได้, มีการสื่อสารที่ดี
    Online Support
    -
    อัตรา 10
    เงินเดือน -
    สวัสดิการ สำหรับพนักงานประจำ - กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, Over Time, ค่ารักษาพยาบาลคนไข้ใน - คนไข้นอก, ค่าทำฟัน, ประกันสังคม, โบนัสประจำปี 2 ครั้ง/ปี, Incentive, สวัสดิการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับพนักงาน ฯลฯ
    คุณสมบัติผู้สมัคร :    
    1.
    อายุ 24-28 ปี
    2.
    วุฒิปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์, วิศวะคอมพิวเตอร์ หรือ สาขาที่เกียวข้อง
    3.
    มี ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ ATM และ ระบบ EDC บัตรเครดิต, ระบบ IBM AS/400 - AIX, Computer Support, IT, Network, OS Windows, UNIX, Linux / Program SQL, Access, MS office
    4.
    สามารถทำงานเป็น เวร หรือ กะ ได้
    5.
    มีความกระตืนรือร้นในการทำงาน อดทน, มีความคิดสร้างสรรค์, มีความตรงต่อเวลา, สามารถทำงานเป็นทีมได้, มีการสื่อสารที่ดี
    โปรแกรมเมอร์ Programmer.net
    เขียนโปแกรม .net
    อัตรา 5
    เงินเดือน 12000-40000 ขึ้นอยู่กับประสบการณ์
    สวัสดิการ เบี้ยขยัน, ประกันสังคม
    คุณสมบัติผู้สมัคร :    
    1.
    เพศ ชาย / หญิง
    2.
    จบปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์ หรือที่เกี่ยวข้อง
    3.
    มีความรู้ด้าน VB.net, C#.net, Delphi อย่างน้อย 1 ภาษา
    4.
    มีความรู้ด้าน database MS SQL

    ด้าน Software ให้หา OS, Application, Utility, Tools ล่าสุดหรือน่าสนใจ

    BlackBerry Bold 9650 Launching With 512MB Device Memory and OS 5.0 (6.0 Ready); What Current Devices Will Get 6/WebKit Browser? BlackBerry Bold 9650 การเปิดตัวกับหน่วยความจำและอุปกรณ์ 512MB OS 5.0 (6.0 Ready); สิ่งที่ปัจจุบันจะได้รับอุปกรณ์เบราว์เซอร์ 6/WebKit?

    BlackBerry Bold 9650 Help Me! Screen
    When early pre-production units of the BlackBerry "essex" aka "Tour2" started floating around and making appearances on the interwebs, they were still showing the same 256MB of device memory that other current-generation BlackBerry device models like the Tour 9630, Storm2, Bold 9700, Curve 85xx, etc. possess. เมื่อหน่วยก่อนการผลิตต้นของ BlackBerry"เอสเซกซ์"aka"Tour2"เริ่มลอยไปรอบ ๆ และการปรากฏตัวบน interwebs พวกเขายังคงแสดง 256MB เดียวกันของหน่วยความจำของอุปกรณ์นั้น ๆ ปัจจุบันรุ่น BlackBerry โมเดลอุปกรณ์เช่นทัวร์ 9630, Storm2 , 9700 Bold, Curve 85xx ฯลฯ มี In those early days of 9650 sightings, it was also thought the device would launch in early-ish 2010. ในวันแรกของ 9,650 Sightings เหล่านั้นก็คือการคิดกันว่าอุปกรณ์จะเปิดในช่วงต้น - ish 2010 From there, things presumably got delayed a bit for a couple of reasons, one being the brand switch from Tour to Bold and the other reason being a welcomed bump up in device memory from the standard 256MB to 512MB (photo above). จากนั้นสิ่งที่น่าจะได้รับล่าช้าบิตสำหรับคู่ของเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งจะ ถูกเปลี่ยนแบรนด์จากทัวร์กับตัวหนาและเหตุผลอื่น ๆ ถูกยินดีชนขึ้นในหน่วยความจำจากอุปกรณ์มาตรฐาน 256MB ถึง 512MB (ภาพด้านบน)
    Though the BlackBerry Bold 9650 has yet to be officially announced or released, we've already seen many OS leaks pop up for the device, all of which have been 5.0 builds, clearly indicating the device will initially hit the market with OS 5.0. แม้ว่า BlackBerry Bold 9650 ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการหรือวางจำหน่ายเราได้เห็นแล้วรั่วไหลของระบบ ปฏิบัติการจำนวนมากปรากฏขึ้นสำหรับอุปกรณ์ทั้งหมดที่ได้รับการ 5.0 สร้างชัดเจนระบุ 5.0 อุปกรณ์จะเริ่มตีตลาดกับระบบปฏิบัติการ But with OS 6.0 just around the corner, RIM needed to make sure the BlackBerry Bold 9650 is 6.0 compatible and ready to rock the new WebKit browser in full force when released, so they upped the memory to 512MB which is likely to be the new minimum standard for device memory on new models moving ahead. แต่กับ OS 6.0 เพียงรอบมุมที่ริมที่จำเป็นในการตรวจสอบให้แน่ใจ BlackBerry Bold 9650 เป็น 6.0 เข้ากันได้และพร้อมที่จะร็อคเบราว์เซอร์ WebKit ใหม่ในบังคับเต็มแล้วปล่อยเพื่อให้พวกเขา upped หน่วยความจำให้ 512MB ซึ่งมีแนวโน้มที่จะต่ำสุดใหม่ หน่วยความจำมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ในรูปแบบใหม่ย้ายไปข้างหน้า
    This raises a couple of big questions in our heads that are of great interest (and concern) for current BlackBerry owners like... What (if any) in-market devices will be getting the update to run OS 6.0? Even if (some) current devices get 6.0/WebKit, with 256MB of device memory will they be able to run it well or will it become a sluggish experience? For those who listen to our CrackBerry Podcasts regularly, you'll know we've touched on some of the rumors around this a few times now. นี้ยก? คู่ใหญ่ของคำถามของเราในหัวที่ยิ่งใหญ่ที่น่าสนใจ (และความกังวล) BlackBerry ปัจจุบันเจ้าของต้องการ ... อะไร (ถ้ามีตลาด - in) อุปกรณ์ที่จะได้รับ 6.0 ได้รับการปรับปรุงเพื่อใช้ OS ถึงแม้ (บางส่วน ) อุปกรณ์ปัจจุบันได้รับ 6.0/WebKit มี 256MB ของหน่วยความจำของอุปกรณ์ที่พวกเขาจะสามารถทำงานได้ดีหรือมันจะกลายเป็น ประสบการณ์ที่ซบเซา? สำหรับผู้ที่ฟัง Podcasts CrackBerry ของเราเป็นประจำคุณจะรู้ว่าเราได้สัมผัสกับบางส่วนของ ข่าวลือรอบนี้สองสามครั้งตอนนี้ Going back to Mobile World Congress where RIM gave a preview of the WebKit browser , they showed it running on a BlackBerry Bold 9700. จะกลับไป Mobile World Congress ที่ริมให้ ดูตัวอย่างของเบราว์เซอร์ WebKit พวกเขาพบมันทำงานบน BlackBerry Bold 9700 Following that preview, we asked RIM officials on the record in a CrackBerry Podcast what devices would be getting WebKit. ต่อไปนี้แสดงตัวอย่างที่เราได้ขอเจ้าหน้าที่ขอบในบันทึกใน CrackBerry Podcast สิ่งที่จะได้รับอุปกรณ์ WebKit While we didn't get a direct answer, we were told there was a reason they showed it running on a Bold 9700, leading us to believe at least the 9700 and hopefully many other current generation devices would benefit from the WebKit browser. ในขณะที่เราไม่ได้คำตอบตรงเราบอกว่ามีเหตุผลที่พวกเขาพบมันทำงานบน Bold 9700, ชั้นนำให้เราเชื่อว่าอย่างน้อย 9700 และหวังว่าอุปกรณ์อื่น ๆ หลายรุ่นปัจจุบันจะได้รับประโยชน์จากเบราว์เซอร์ WebKit
    Since MWC we've heard a ton of chatter around this topic - and we're honestly not sure where things are at. ตั้งแต่ MWC เราเคยได้ยินตันพูดพล่อยรอบหัวข้อนี้ -- และเราก็ตรงไปตรงมาไม่แน่ใจว่าจะสิ่งที่อยู่ใน We've heard things like the plan was to rollout WebKit to all current generation in-market devices, but with testing RIM has found you need 512MB of memory to keep things snappy . เราได้ฟังสิ่งที่ต้องการวางแผนเพื่อ rollout WebKit ทุกรุ่นปัจจุบันในอุปกรณ์การตลาด แต่มีการทดสอบริมได้พบคุณต้อง 512MB ของหน่วยความจำเพื่อให้เข้าใจได้เร็ว At the same time, going back months and months we heard of older devices like the Bold 9000 (which only has 128MB of memory) running early versions of 6.0 (I'm guessing RIM would try it on every device they can to get an early sense of how well old hardware can run new software before making decisions on which devices will be in the pipe for the update). ในขณะเดียวกันจะกลับเดือนและเดือนที่เราได้ยินของอุปกรณ์รุ่นเก่าเช่น Bold 9000 (ซึ่งมีเพียง 128MB ของหน่วยความจำ) ที่ใช้เวอร์ชันก่อนหน้าของ 6.0 (ฉันคาดเดา RIM จะพยายามไว้ในอุปกรณ์ทุกพวกเขาสามารถที่จะได้รับต้น ความรู้สึกของฮาร์ดแวร์เก่าว่าดีสามารถเรียกใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ก่อนการตัดสิน ใจในการที่อุปกรณ์จะอยู่ในท่อสำหรับ update) We've also heard some stranger things - like that the 9700 is the only in-market device that will get the WebKit browser, but the key factor isn't the actual amount of memory (the 9700 has only 256MB of device memory) but rather the type and way in which the memory interacts with the processor in the 9700 is actually different (faster) than in other current BlackBerry devices, which makes a big difference when running something like the WebKit browser. เราได้ฟังสิ่งที่คนแปลกหน้ายังบาง -- เหมือนที่ 9700 เป็นอุปกรณ์ในตลาดอย่างเดียวที่จะได้รับเบราว์เซอร์ WebKit แต่ปัจจัยสำคัญไม่ใช่จำนวนที่แท้จริงของหน่วยความจำ (9700 มีเพียง 256 หน่วยความจำของเครื่อง) แต่ ค่อนข้างชนิดและวิธีการที่หน่วยความจำที่ติดต่อกับหน่วยประมวลผลใน 9700 มีความแตกต่างจริง (เร็ว) กว่าในอื่น ๆ อุปกรณ์ BlackBerry ปัจจุบันซึ่งจะทำให้ความแตกต่างใหญ่เมื่อบางสิ่งบางอย่างทำงานเหมือนเบรา ว์เซอร์ WebKit If you think about it, OS 6.0 was in development before RIM ever acquired Torch Mobile (the WebKit browser guys) so it would make sense that RIM would have initially planned for 6.0 to be a fairly broad upgrade to all devices running 256MB of device memory. ถ้าคุณคิดว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้, OS 6.0 ได้ในการพัฒนาก่อน RIM เคยซื้อไฟฉายมือถือ (WebKit พวกเบราว์เซอร์) เพื่อให้มันจะทำให้ความรู้สึกที่ริมจะได้วางแผนในขั้นแรกสำหรับ 6.0 ที่จะปรับรุ่นในวงกว้างอย่างเป็นธรรมไปยังอุปกรณ์ทั้งหมดที่ทำงานของหน่วย ความจำ 256MB อุปกรณ์ . But it could be that in order to have the WebKit browser running smooth, devices need this newer memory that the 9700 apparently has and future devices will get (and since everybody wants more memory for apps, RIM is taking the opportunity now to double up to 512 going ahead). แต่ก็อาจเป็นได้ว่าเพื่อให้มีเบราว์เซอร์ทำงานราบรื่น WebKit, อุปกรณ์จำเป็นต้องใช้หน่วยความจำใหม่กว่าที่ 9700 ชัดได้และอุปกรณ์ในอนาคตจะได้รับ (และเนื่องจากทุกคนต้องการหน่วยความจำเพิ่มขึ้นสำหรับการปพลิเคชันที่ริมคือ การเปิดโอกาสให้คู่นี้ได้ถึง 512 ไปข้างหน้า) We could potentially even see a situation emerge where some in-market devices will get OS 6.0, but not all in-market devices will get WebKit. เราสามารถอาจได้เห็นสถานการณ์ที่เกิดบางอุปกรณ์ในตลาดจะได้รับ OS 6.0 แต่ไม่ทั้งหมดอุปกรณ์ในตลาดจะได้รับ WebKit Not exactly a simple situation to explain or understand, so maybe RIM will just make a clean break, but who knows. ไม่ว่าสถานการณ์ง่ายๆในการอธิบายหรือเข้าใจจึงอาจ RIM แต่จะทำให้แตกสะอาด แต่ที่รู้ Again, we honestly don't know where things are at here and what's true or potentially BS - we're just relaying some of the things we've been hearing. อีกครั้งเราตรงไปตรงมาไม่ทราบว่าสิ่งที่อยู่ที่นี่และสิ่งที่เป็นความจริงหรืออาจ BS -- เราเพียงถ่ายทอดบางสิ่งที่เราได้รับการได้ยิน
    At the end of the day, I don't think it's fair to expect a company like RIM to always have to keep supporting all old hardware with new software updates - if you want to make progress at somepoint you need to cut things off. ณ สิ้นวัน, ฉันไม่คิดว่ามันเป็นธรรมกับคาดว่า บริษัท ต้องการ RIM อยู่เสมอที่จะต้องเก็บทุกสนับสนุนฮาร์ดแวร์เก่าที่มีการปรับปรุงซอฟต์แวร์ ใหม่ -- หากคุณต้องการที่จะทำให้ความก้าวหน้าที่ somepoint คุณจำเป็นต้องตัดสิ่งที่ปิด Look at Apple - even the popular and relatively new iPhone 3G won't get a lot of the iPhone 4.0 updates (like multi-tasking) when it gets released. ดูที่แอปเปิ้ล -- แม้ความนิยมและค่อนข้างใหม่ iPhone 3G จะไม่ได้รับจำนวนมากของ iPhone 4.0 (เช่นแบบมัลติทาสกิ้) เมื่อได้รับการเปิดตัว But at the same time, when RIM is coming off their biggest quarter in history in terms of the number of devices shipped, you'd hope the vast majority of those devices sold in that quarter would be capable of running what we think should be coming out just around the corner or as RIM told us, before the end of the year (they committed to that date for the release of the WebKit browser). แต่ในขณะเดียวกันเมื่อ RIM จะมาปิดไตรมาสที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในแง่ของจำนวนของอุปกรณ์จัดส่ง, คุณจะหวังว่าส่วนใหญ่ของอุปกรณ์ที่ขายในไตรมาสที่จะสามารถทำงานในสิ่งที่เรา คิดว่าควรจะมา ออกเพียงรอบมุมหรือเป็น RIM บอกเราก่อนสิ้นปี (พวกเขามุ่งมั่นที่จะกำหนดวันเปิดตัวของเบราว์เซอร์ที่ WebKit) But as of now, we really don't have a clear sense if that will be the case or not. แต่ ณ ขณะนี้เราจริงๆไม่ได้มีความชัดเจนว่าที่จะเป็นกรณีหรือไม่ If not, I'm not sure how you prevent those who have recently just bought a new device (and signed a contract for it) from getting a pretty sour taste in their mouth when they find out they can't get the latest and greatest software and browser for their device. ถ้าไม่ผมไม่แน่ใจว่าวิธีการที่คุณป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีเมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งซื้ออุปกรณ์ใหม่ (และลงนามในสัญญามัน) จากการรับรสเปรี้ยวสวยในปากของพวกเขาเมื่อพวกเขาหาพวกเขาไม่สามารถได้รับล่า สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด ซอฟแวร์และเบราว์เซอร์สำหรับอุปกรณ์ของพวกเขา
    Our Hope: Next week is WES 2010 . ความหวังของเรา : สัปดาห์ถัดไปคือ Wes 2010 . The BIGGEST BlackBerry show of the year. แสดงที่ใหญ่ที่สุดของปี BlackBerry We'll be live on location for the week, covering the news and getting some interviews. เราจะอาศัยอยู่ในสถานที่สำหรับสัปดาห์ซึ่งครอบคลุมข่าวและได้รับการสัมภาษณ์บางส่วน Hopefully RIM will clearly address this straight up - I really hope they just tell us what devices are getting 6.0 and the WebKit browser. หวังว่าจะอยู่ริมอย่างชัดเจนตรงนี้ขึ้นไป -- ผมหวังว่าพวกเขาก็บอกเราว่าอุปกรณ์ที่จะได้รับ 6.0 และ WebKit เบราว์เซอร์ If not, you know we'll be asking the questions to hopefully get to the bottom of this asap. ถ้าไม่คุณทราบว่าเราจะได้รับการถามคำถามเพื่อหวังว่าจะได้รับที่ด้านล่างของนี้เร็วที่สุด If you have any other questions you want us to ask (don't worry, we do have a big list started), feel free to toss them into the comments here. หากคุณมีคำถามอื่น ๆ ที่คุณต้องการให้เราถาม (ไม่ต้องห่วงเราจะมีรายการใหญ่เริ่มต้น), รู้สึกฟรีเพื่อโยนให้เป็นความคิดเห็นที่นี่ We'll do our best to get them answered! เราจะทำดีที่สุดเพื่อให้พวกเขาตอบของเรา!

    อุปกรณ์ Input, CPU, Memory, Storage, Output ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

    ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
     โดยหลักการแล้ว ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ทำงานตามหน้าที่ 4 ส่วนด้วยกัน คือ
        1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
        2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
        3.) ส่วนแสดงผล (Output Unit)
        4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)
    1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
     ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) เป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากคน และส่งต่อข้อมูลไปยัง หน่วยประมวลผล(Process Unit) เพื่อทำการประมวลผลต่อไป รูปแบบการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์รับข้อมูลจะอยู่ในรูปของการส่งสัญญาณเป็นรหัส ดิจิตอล (หรือเป็นเลข 0 กับ 1) นั่นเอง อุปกรณ์ส่วนรับข้อมูล ได้แก่
        - คีย์บอร์ด (keyboard)
        - เมาส์ (mouse)
        - สแกนเนอร์ (scanner)
        - อุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ (finger scan)
        - ไมโครโฟน(microphone)
        - กล้องเว็บแคม (webcam)
        อุปกรณ์ใน ส่วนรับข้อมูล ยังมีอีกมากมายและสามารถจะยังมีเพิ่มตามขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการพัฒนาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
    2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)
    ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับมาจาก ส่วนรับข้อมูล(Input Unit) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
    3.) หน่วยแสดงผล (Output Unit)
    หน่วยแสดงผล (Output Unit) เป็นหน่วยที่แสดงผลลัพธ์ที่มาจากการประมวลผลข้อมูล ของส่วนประมวลผลข้อมูล โดยปกติรูปแบบของการแสดงผล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ และแบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้
        - แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) และ เครื่องวาด (Plotter)
    - แบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้ เช่น จอภาพ(Monitor) , เครื่องฉายภาพ(LCD Projector) และ ลำโพง (Speaker)
    4.) หน่วยความจำ (Memory Unit)
     หน่วยความจำ (Memory Unit) อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำสั่ง เพื่อการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำชั่วคราวและหน่วยความจำถาวร
        - หน่วยความจำชั่วคราว คือ แรม (RAM: Random Access Memory)เป็นหน่วยความจำที่ใช้ขณะคอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูลและชุดคำสั่งจะหายไปทุกครั้งที่เราปิดเครื่อง

    บทที่ 1 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
                    สำหรับคอมพิวเตอร์นั้น  จะมีส่วนประกอบหลัก ๆ อยู่ 4 ส่วนด้วยกัน คือ
    1.        โปรเซสเซอร์ (Processor)
    2.        หน่วยความจำ(Memory)
    3.        ส่วนอินพุต/เอาต์พุต (Input/Output)
    4.        สื่อจัดเก็บข้อมูล(Storage)
    1.โปรเซสเซอร์ (Processor)
    หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
         หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสำคัญมากที่สุด ของฮาร์ดแวร์เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนประสำคัญ 3 ส่วน คือ
    1. หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU)
         หน่วยคำนวณตรรกะ ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทำงานเกี่ยวข้อง กับ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร นอกจากนี้หน่วยคำนวณและตรรกะของคอมพิวเตอร์ ยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไข และกฏเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ เช่น เปรียบเทียบมากว่า น้อยกว่า เท่ากัน ไม่เท่ากัน ของจำนวน 2 จำนวน เป็นต้น ซึ่งการเปรียบเทียบนี้มักจะใช้ในการเลือกทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำตามคำสั่งใดของโปรแกรมเป็น คําสั่งต่อไป
    2. หน่วยควบคุม (Control Unit)
         หน่วยควบคุมทำหน้าที่คงบคุมลำดับขั้นตอนการการประมวลผลและการทำงานของ อุปกรณ์ต่างๆ ภายใน หน่วยประมวลผลกลาง และรวมไปถึงการประสานงานในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง กับอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความจำสำรองด้วย เมื่อผู้ใช้ต้องการประมวลผล ตามชุดคำสั่งใด ผู้ใช้จะต้องส่งข้อมูลและชุดคำสั่งนั้น ๆ เข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์เสียก่อน โดยข้อมูล และชุดคำสั่งดังกล่าวจะถูกนำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำหลักก่อน จากนั้นหน่วยควบคุมจะดึงคำสั่งจาก ชุดคำสั่งที่มีอยู่ในหน่วยความจำหลักออกมาทีละคำสั่งเพื่อทำการแปล ความหมายว่าคำสั่งดังกล่าวสั่งให้ ฮาร์ดแวร์ส่วนใด ทำงานอะไรกับข้อมูลตัวใด เมื่อทราบความหมายของ คำสั่งนั้นแล้ว หน่วยควบคุมก็จะส่ง สัญญาณคำสั่งไปยังฮาร์แวร์ ส่วนที่ทำหน้าที่ ในการประมวลผลดังกล่าว ให้ทำตามคำสั่งนั้น ๆ เช่น ถ้าคำสั่ง ที่เข้ามานั้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการคำนวณ หน่วยควบคุมจะส่งสัญญาณ คำสั่งไปยังหน่วยคำนวณและตรรกะ ให้ทำงาน หน่วยคำนวณและตรรกะก็จะไปทำการดึงข้อมูลจาก หน่วยความจำหลักเข้ามาประมวลผล ตามคำสั่งแล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปแสดงยังอุปกรณ์แสดงผล หน่วยคงบคุมจึงจะส่งสัญญาณคำสั่งไปยัง อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ ที่กำหนดให้ดึงข้อมูลจากหน่วยความจำหลัก ออกไปแสดงให้เห็นผลลัพธ์ดังกล่าว อีกต่อหนึ่ง
    3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory)
         คอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้เมื่อมีข้อมูล และชุดคำสั่งที่ใช้ในการประมวลผลอยู่ในหน่วยความ จำหลักเรียบร้อยแล้วเท่านั้น และหลักจากทำการประมวลผลข้อมูลตามชุดคำสั่งเรียบร้อบแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ จะถูกนำไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก และก่อนจะถูกนำออกไปแสดงที่อุปกรณ์แสดงผล ถ้าเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์โพรเซสเซอร์ก็น่าจะเปรียบเทียบเป็นเหมือน สมองของมนุษย์นั่งเอง ซึ่งคอยคิดควบคุมการทำงานส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้นถ้าจัดระดับความสำคัญแล้วโพรเซสเซอร์ก็น่าจะมีความสำคัญเป็นอันดับ แรก
     2. หน่วยความจำ (Memory)
    RAM ย่อมาจาก (Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น หน่วยความจำ ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้ เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า มาเลี้ยง ข็อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจำชนิดจะหายไปทันที หน่วยควมจำแรม ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนำออกข้อมูล (Output) โดยที่เนื้อที่ของหน่วยความจำหลักแบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
         1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่อไป
         2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล
         3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ
         4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสังให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ
    หน่วยความจำหรือ RAM เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อคุณคิดจะใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นการพิจารณา เลือกซื้อคอมพิวเตอร์จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการ เลือกซื้อชนิดและปริมาณของหน่วยความจำด้วย
    ความต้องการหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์นั้นนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็เนื่องมา จากความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยผู้ที่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถทำได้ หรือจะเป็นความต้องการทำงานในแบบมัลติมีเดียซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ความต้องการหน่วยความจำเพิ่มมากขึ้น
    ด้วยเหตุนี้ทางผู้ผลิตจึงได้เร่งผลิตหน่วยความจำเข้าสู่ท้องตลาดจนปัจจุบัน ราคาแรมลดลงอย่าง ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเมื่อต้นปีที่แล้วที่ราคาแรมแบบ 72 พินขนาด 8 MB มีราคาประมาณ 5,000 บาท ทุกวันนี้ผู้ใช้สามารถหาซื้อแรมชนิดเดียวกันได้ในราคาเพียงประมาณ 800 บาทเท่านั้น ดังนั้นการเพิ่มหน่วยความจำจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปสำหรับผู้ใช้โดยทั่ว ไป คำถามต่อมาที่ผู้ใช้ สงสัยคือ หน่วยความจำแบบใดจึงจะดีที่สุด
    หน่วยความจำที่เป็นที่รู้จักและมีจำหน่ายมากที่สุดคือหน่วยความจำแบบ 72 พิน ส่วนหน่วย ความจำแบบ 30 พินซึ่งมีใช้สำหรับเครื่องรุ่น 80386 นั้นตอนนี้ได้หายไปจากท้องตลาดแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ตั้งแต่เครื่องแบบ 486 เป็นต้นมาต่างก็ใช้หน่วย ความจำแบบ 72 พินทั้งนั้น สำหรับหน่วยความจำแบบ 72 พินนั้นก็จะมีอยู่ 2 ประเภทที่ผู้ใช้ รู้จักกันดีคือแบบ Fast Page Mode และ EDO ซึ่งแบบแรกนั้นก็เริ่มจะไม่เป็นที่นิยมแล้ว ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาแรมแบบ EDO ที่ทำให้มีความเร็วสูงกว่า ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการ จะซื้อหน่วยความจำก็ควรจะเลือกแบบ EDO หรือที่เร็วกว่าจึงจะเหมาะ ที่สำคัญราคาของ หน่วยความจำแบบ Fast Page Mode นั้นสูงกว่าแบบ EDO แล้วอันเนื่องมาจากปริมาณที่ มีอยู่เพียงเล็กน้อยในตลาด แต่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์บา งรุ่นซึ่งไม่สามารถใส่แรม แบบ EDO ได้นั้นก็ยังคงต้องใช้แรมแบบ Fast Page Mode ต่อไป ซึ่งเครื่องที่ไม่สนับสนุน แรมแบบ EDO นั้นก็จะเป็นเครื่องรุ่น 486 ส่วนแรมอีกประเภทหนึ่งซึ่งเพิ่งจะมีใช้ไม่นานนัก คือแรมแบบ SDRAM ซึ่งปัจจุบันเป็นแรมที่มีความเร็วสูงที่สุด โดยแรมประเภทนี้จะเป็นแรม แบบ 168 พินซึ่งมีอยู่ในบอร์ดบางรุ่นเท่านั้น สำหรับราคาของแรมประเภทนี้นั้นยังมีราคาสูง อยู่ทั้งนี้ก็เนื่องจากยังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่และยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่คาดว่าในอนาคต ก็จ ะสามารถเข้ามาครองตลาดได้เหมือนที่ EDO ทำได้มาก่อนหน้านี้แล้ว
    วิธีการเลือกซื้อหน่วยความจำนั้น
                ผู้ใช้ต้องคำนึงถึงซ็อกเก็ตใส่หน่วยความจำของบอร์ดว่า มีอยู่เท่าใด โดยปกติบอร์ดในปัจจุบันจะมีซ็อกเก็ตใส่แรม 4 ซ็อกเก็ต โดยเวลาใส่จะต้องใส่ เป็นคู่จึงจะสามารถใช้งานได้ ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการเพิ่มหน่วยความจำจึงต้องซื้อหน่วย ความจำที่มีขนาดความจุเท่ากัน 2 แผง แต่ก็อาจมีบอร์ดบางรุ่นที่มีซ็อกเก็ตแรม 6 หรือ 8 ซ็อกเก็ตซึ่งมีประโยชน์ในกรณีต้องการเพิ่มแรมในอนาคต จะสามารถทำได้อย่างยืดหยุ่นมากกว่า ตัวอย่างเช่น หากแรมในเครื่องผู้ใช้เป็นแบบแผงละ 8 MB 2 แผงแล้วต้องการจะเพิ่มขึ้นไปอีก ผู้ใช้ที่มีซ็อกเก็ตแรมเพียง 4 ซ็อกเก็ตจะมีโอกาสเพิ่มได้เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้เพราะช่องแรม ที่เหลืออยู่มีเพียงคู่เดียว ปัญหาก็คือหากผู้ใช้ต้องการเพิ่มหน่วยความจำให้สูง ๆ เช่น ต้องการแรมมากกว่า 32 MB ก็ต้องซื้อแรมแบบ 16 MB 2 แผงซึ่งเป็นการจ่ายเงินจำนวนมาก ในครั้งเดียว แต่ถ้าผู้ใช้มีซ็อกเก็ตแรม 6 ซ็อกเก็ตก็ยังมีโอกาสที่จะเพิ่มได้อีกในภายหลังทำให้ ไม่จำเป็นต้องซื้อแรมแบบ 16 MB ในครั้งแรกนี้ก็ได้ ซึ่งก็จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ เพิ่มแรมมากนัก อย่างไรก็ตามก็มีบอร์ดบางรุ่นที่ผู้ใช้สามารถเพิ่มแรมทีละ 1 แผงได้ซึ่งก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ เพราะทำให้ผู้ใช้มีโอกาสเพิ่มแรมได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนแรมแบบ SDRAM นั้นปัจจุบันบอร์ด ทั่ว ๆ ไปจะมีซ็อกเก็ต SDRAM เพียง 1 ซ็อกเก็ต
      ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการเพิ่มแรมก็จะมีโอกาส เพียงครั้งเดียวเช่นกัน จะมีเพียงบอร์ดบางรุ่นเท่านั้นที่มีซ็อกเก็ตแร มแบบ SDRAM มากกว่า 1 ช่อง ซึ่งที่พบในปัจจุบันนั้นก็จะเป็นแบบ 2 ซ็อกเก็ตสำหรับบอร์ดเพนเทียม และสูงสุดที่พบคือ 4 ซ็อกเก็ตสำหรับเพนเทียมโปร (มีเฉพาะซ็อกเก็ตแรมแบบ SDRAM เท่านั้น) อย่างไรก็ตามบอร์ดที่มีซ็อกเก็ตแรมแบบ SDRAM นี้จะมีซ็อกเก็ตแบบ 72 พินรวมอยู่ด้วยซึ่ง สามารถใช้หน่วยความจำทั้ง 2 ชนิดรวมกันได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบอร์ดด้วยว่าผู้ใช้จะสามารถ ใส่แรมทั้ง 2 แบบรวมกันได้ในลักษณะใดบ้าง เช่น เมื่อผู้ใช้ใส่แร มแบบ SDRAM แล้วจะใช้ ซ็อกเก็ตแรมแบบ 72 พินได้เพียง 1 คู่เท่านั้น หรืออาจใช้ได้ครบทุกซ็อกเก็ต ทั้งนี้ก็อยู่ท ี่เมนบอร์ดแต่ล ะรุ่น ผู้ใช้จึงควรตรวจดูในคู่มือให้แน่ชัดก่อนว่าบอร์ดรุ่นนั้น ๆ สนับสนุนการ ใส่แรมในลักษณะใด ส่วนขนาดของแรมที่เหมาะสมในปัจจุบันนั้น ขั้นต่ำจะอยู่ที่ 32 MB จึงจะ ใช้งานได้อย่างสะดวก แต่แนะนำว่าควรเป็น 64 MB หรือสูงกว่าเพื่อประสิทธิภาพในการ ใช้งานที่สูงขึ้น
    ประเภทของแรมรุ่นต่าง ๆ
       DRAM    คือ เมโมรี่แบบธรรมดาที่สุด ซึ่งความเร็วขึ้นอยู่กับค่า Access Time หรือเวลาที่ใช้ในการเอาข้อมูลในตำแหน่งที่เราต้องการออกมาให้ มีค่าอยู่ในระดับนาโนวินาที (ns) ยิ่งน้อยยิ่งดี เช่น ชนิด 60 นาโนวินาที เร็วกว่าชนิด 70 นาโนวินาที เป็นต้น รูปร่างของ DRAM เป็น SIMM 8 บิต (Single-in-line Memory Modules) มี 30 ขา DRAM ย่อมาจาก Dynamic Random Access Memory
       Fast Page DRAM  ปกติแล้วข้อมูลใน DRAM จึงถูกเก็บเป็นชุด ๆ แต่ละชุดเรียกว่า Page ถ้าเป็น Fast Page DRAM จะเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่าปกติสองเท่าถ้าข้อมูลที่เข้าถึงครั้งที่แล้ว เป็นข้อมูลที่อยู่ใน Page เดียวกัน Fast Page DRAM เป็นเมโมรี่ SIMM 32 บิตมี 72ขา (Pentium มีดาต้าบัสกว้าง 64 บิตดังนั้นจึงต้องใส่ SIMM ทีละสองแถวเสมอ)
       EDO RAM  ไว้ใน Buffer ด้วย เพื่อว่า ถ้าการขอข้อมูลครั้งต่อไป เป็นข้อมูลในไบต์ถัดไป จะให้เราได้ทันที EDO RAM จึงเร็วกว่า Fast Page DRAM ประมาณ 10 % ทั้งที่มี Access Time เท่ากัน เพราะโอกาสที่เราจะเอาข้อมูลติด ๆกัน มีค่อนข้างสูง EDO มีทั้งแบบ SIMM 32 บิตมี 72 ขา และ DIMM 64 บิตมี 144 ขา คำว่า EDO ย่อมาจาก Extended Data Out
       SDRAM  ประมาณ 25 % เพราะสามารถเรียกข้อมูลที่ต้องการขึ้นมาได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอให้เวลาผ่านไปเท่ากับ Access Time ก่อน หรือเรียกได้ว่า ไม่มี Wait State นั่นเอง ความเร็วของ SDRAM จึงไม่ดูที่ Access Time อีกต่อไป แต่ดูจากสัญญาณนาฬิกาที่ โปรเซสเซอร์ติดต่อกับ Ram เช่น 66, 100 หรือ 133 MHz เป็นต้น SDRAM เป็นแบบ DIMM 64 บิต มี 168 ขา เวลาซึ้อต้องดูด้วยว่า MHz ตรงกับเครื่องที่เราใช้หรือไม่ SDRAM ย่อมาจาก Sychronous DRAM เพราะทำงาน "sync" กับสัญญาณนาฬิกาบนเมนบอร์ด
       SDRAM II (DDR) มีขา 184 ขา มีอัตราการส่งข้อมูลเป็น 2 เท่าของความเร็ว FSB ของตัว RAM คือ มี 2 ทิศทางในการรับส่งข้อมูล และมีความเร็วมากกว่า SDRAM เช่น ความเร็ว 133 MHz
       RDRAM  RAMBUS มีขา 184 ขา ทำมาเพื่อให้ใช้กับ Pentium4 โดยเฉพาะ(เคยใช้กับ PentiumIII และ Chipset i820 ของ Intel แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากมีปัญหาเรื่องระบบไฟจึงยกเลิกไป) มีอัตราการส่งข้อมูลเป็น 4 เท่าของความเร็ว FSB ของตัว RAM คือ มี 4 ทิศทางในการรับส่งข้อมูล เช่น RAM มีความเร็ว BUS = 100 MHz คูณกับ 4 pipline จะเท่ากับ 400 MHz เป็นเมโมรี่แบบใหม่ที่มีความเร็วสูงมาก คิดค้นโดยบริษัท Rambus, Inc. จึงเรียกว่า Rambus DRAM หรือ RDRAM อาศัยช่องทางที่แคบ แต่มีแบนด์วิทด์สูงในการส่งข้อมูลไปยังโปรเซสเซอร์ ทำให้ความเร็วในการทำงานสูงกว่า SDRAM เป็นสิบเท่า RDRAM เป็นทางเลือกทางเดียวสำหรับเมนบอร์ดที่เร็วระดับหลายร้อยเมกกะเฮิร์ดซ์ มีแรมอีกชนิดหนึ่งที่ออกมาแข่งกับ RDRAM มีชื่อว่า Synclink DRAM ที่เพิ่มความเร็วของ SDRAM ด้วยการเพิ่มจำนวน bank เป็น 16 banks แทนที่จะเป็นแค่ 4 banks
     
    3.  ส่วนอินพุต/เอาต์พุต(Input/Output)
    อุปกรณ์อินพุต (Input device) คือ อุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสัมผัสและรับรู้สิ่งต่าง ๆ จากโลก ภายนอกได้ ตัวอย่างเช่น เครื่องอ่านบัตร คีย์บอร์ด เมาส์
    อุปกรณ์นำข้อมูลเข้า คือ อุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสัมผัสและรับรู้สิ่งต่างๆ จากภายนอกเครื่องได้ อันได้แก่ โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนสั่งงาน ให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามขั้นตอน และข้อมูลที่ต้องใส่เข้าไปพร้อมกับโปรแกรม เพื่อส่งไปให้หน่วยประมวลผลกลางทำการประมวลผล และผลิตผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา ตัวอย่างเช่น เครื่องอ่านบัตร คีย์บอร์ด เมาส์ จอยสติก จอสัมผัส ปากกาแสง กล้องดิจิตอล สแกนเนอร์ เป็นต้น
    อุปกรณ์เอาต์พุต (Output device) คือ อุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์ควบคุมหรือส่งผลออกมาสู่โลกภายนอกได้ ตัวอย่างเช่น เครื่องเจาะบัตร จอภาพ เครื่องพิมพ์
    อุปกรณ์นำข้อมูลออก หรืออุปกรณ์แสดงผล คือ อุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ควบคุมหรือส่งผลออกมาสู่ภายนอกตัวเครื่องได้ หลังจากที่คอมพิวเตอร์ได้ทำการประมวลผลแล้ว ก็จะต้องมีวิธีในการนำผลลัพธ์ออกมาแสดง ซึ่งสามารถแบ่งอุปกรณ์แสดงผลนี้ ออกได้เป็น 3 ประเภทคือ อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ชั่วคราว เช่น จอภาพ (Monitor) อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ถาวร เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) และอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ถาวรทางด้านกราฟิก เช่น พลอตเตอร์ (Plotter) เป็นต้น
    ตัวอย่าง อุปกรณ์ Input
    เครื่องอ่านบัตร
    ผลิตภัณฑ์ TOP WORLD รุ่น TW-990R (Magnetic Access Controller ) เป็นเครื่องควบคุม (Controller)โดยใชับัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic Card) ทำงานโดยมีอุปกรณ์หลัก 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นหัวอ่าน
     (Reader) และส่วนควบคุมประมวลผล(Controller) อยู่ในเครื่องเดียวกัน เมื่อมีการเข้า-ออกซึ่งต้องใช้บัตรรูดที่บริเวณหัวอ่าน (Reader) โดยที่หัวอ่านจะอ่านข้อมูลของบัตรแต่ละใบและส่งสัญญาณ ข้อมูลบัตรที่อ่าน ได้ไปยังส่วนควบคุมประมวลผล (Controller)
    จากนั้นส่วนควบคุมจะทำการสั่งให้กลอนปลดล็อคออก ผู้เข้าผ่านสามารถเข้าประตูผ่าน ไปได้ หรือใช้สำหรับลงเวลาทำงานของพนักงานก็ได้ สามารถต่อกับระบบเสียงเตือนภัยเพื่อแจ้งเตือนกรณีเปิดประตูค้างทิ้งไว้ หรือมีการงัดประตู เครื่องควบคุม(Controller) สามารถทำการโปรแกรมการตั้งบัตรได้โดยใช้รหัส (Password) ในการเข้าโปรแกรมที่หน้าเครื่องควบคุมหรือที่คอมพิวเตอร์ และสามารถทำงานเป็นอิสระจากกันได้ (Standalone)  โดยไม่จำเป็นต้องเปิดคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา
    คีย์บอร์ด

    แหล่งอ้างอิงรูปภาพ : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-907/pic1.gif
    เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะรับข้อมูลจาก การกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำแหน่งแป้นอักขระ จะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์ เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็น รหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ 
    เมื่อนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งานพิมพ์ภาษาไทยจึงต้องมีการดัดแปลงแผงแป้น อักขระให้สามารถใช้  งานได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย กลุ่มแป้นที่ใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยจะเป็นกลุ่มแป้นเดียวกับภาษาอังกฤษ แต่จะใช้แป้นพิเศษแป้นหนึ่งทำหน้าที่สลับเปลี่ยนการพิมพ์ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษภายใต้การควบคุมของซอฟต์แวร์อีกชั้นหนึ่ง 
    แผงแป้นอักขระสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูลไอบีเอ็มที่ผลิตออามารุ่น แรก ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จะเป็นแป้นรวมทั้งหมด 83 แป้น ซึ่งเรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอ็กซ์ที ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 บริษัทไอบีเอ็มได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระ กำหนดสัญญาณทางไฟฟ้าของแป้นขึ้นใหม่ จัดตำแหน่งและขนาดแป้นให้เหมาะสมดียิ่งขึ้น โดยมีจำนวนแป้นรวม 84 แป้น เรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอที และในเวลาต่อมาก็ได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระขึ้นพร้อม ๆ กับการออกเครื่องรุ่น PS/2 โดยใช้สัญญาณทางไฟฟ้า เช่นเดียวกับแผงแป้นอักขระรุ่นเอทีเดิม และเพิ่มจำนวนเป็นอีก17 แป้นรวมเป็น 101แป้น การเลือกซื้อแผงแป้นอักขระควรพิจารณารุ่นใหม่ที่เป็นมาตรฐานและสามารถใช้ได้ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่
    สำหรับเครื่องขนาดกระเป๋าหิ้วไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊ค ขนาดของแผงแป้นอักขระยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน เพราะผู้ผลิตต้องการพัฒนาให้เครื่องมีขนาดเล็กลงโดยลดจำนวนแป้นลง แล้วใช้แป้นหลายแป้นพร้อมกันเพื่อทำงานได้เหมือนแป้นเดียว
      เมาส์

    แหล่งอ้างอิงรูปภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech04/33/picture/logitech-mouse.jpg
    เมาส์ Mouse จัดเป็น Input Device ประเภทหนึ่งซึ่งข้อมูลที่ป้อน เข้าไปจะเป็นตำแหน่งและการ กด Mouse Mouse มีอยู่ด้วยกัน หลายประเภทโดยจะมี 1)Mouse แบบปกติที่พบเห็นทั่วไปอาจจะมี 2 ปุ่ม หรือ 3 ปุ่ม 2) Mouse แบบไร้สาย (WireLess) ซึ่งจะใช้ สัญญาณวิทยุโดย Mouse เป็นตัวส่งสัญญาณ และมีตัวรับสัญญาน ที่ต่อกับเครื่องคอม 3) Mouse แสง (Optical Mouse) เป็น Mouse ที่ไม่มีลูกกลิ้งที่ฐาน Mouse โดยใช้การอ่านค่าจากการ สะท้อนของแสงที่สัมผัสกับพื้นผิว 4) Scroll Mouse เป็น Mouse ที่มี Scroll ไว้เพื่อใช้เลื่อน Scroll Bar ในโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ เช่น Internet Explorer นอกจาก Mouse แล้วยังมีอุปกรณ์อีก ประเภทที่เรียกว่า Track Ball ซึ่งจะมีลักษณะคล้าย Mouse แต่ จะมี Ball อยู่ด้านบนแทนที่จะอยู่ด้านล่าง และเลื่อน Pointer โดยการ ใช้ นิ้วมือกลิ้งไปบน Ball
     สแกนเนอร์

    แหล่งอ้างอิงรูปภาพ : http://www.buycoms.com/buyers-guide/scanner/images/scanner-P-8400F.jpg
    Scanner เป็น Input Device ที่รับข้อมูลโดยการ Scan ภาพหรือ เอกสาร ซึ่งปัจจุบันมีการนำFunction ในการส่งเอกสารเพิ่มเข้าไปใน Scanner ซึ่งสามารถส่งภาพที่ Scan โดยกดปุ่มที่ Scanner แทนที่จะต้องไปแนบภาพกับ e-mail แล้วค่อยส่ง คุณสมบัติของ Scanner จะวัดที่ค่า Resolution ว่ามีความละเอียดเท่าไร แสดงได้กี่สี และความเร็วในการ Scan

    บทที่ 2 โครงสร้างภายในพีซีคอมพิวเตอร์
     สำหรับบทนี้ จะขอกล่าวรายละเอียดถึงโครงสร้างหลักภายในพีซีคอมพิวเตอร์เป็นสำคัญ ด้วยการอธิบายถึงโครงสร้างหลักภายในพีซีคอมพิวเตอร์ว่าประกอบด้วยส่วนสำคัญ ส่วนใดบ้าง
    เมนบอร์ด (Main Board หรือ Mother Board)

    แหล่งอ้างอิงรูปภาพ : http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/728/39728/images/77.jpg
    เมนบอร์ดเป็นแผงวงจรหลัก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะเป็นที่อยู่ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สำคัญหลายอย่างเช่น CPU, RAM , CACHE, CHIP SET เมนบอร์ดจะมีอุปกรณ์ที่สำคัญที่จะเป็นตัวควบคุมหรือกำหนดคุณสมบัติ ของเมนบอร์ดคือชิปเซ็ต (CHIP SET) บางครั้งจะมีอุปกรณ์ต่างๆมากมายกว่านี้เพิ่มเข้าไปเช่น การ์ดจอ การ์ดแลน การ์ดเสียงหรือโมเด็ม ซึ่งลักษณะการรวมอุปกรณ์ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นจึงเรียกว่ามีการ์ด จอออนบอร์ด  ลักษณะของเมนบอร์ดจะเหมือนดังรูป ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายที่วางอยู่อย่างเป็นระเบียบ รวมทั้งยังมีลายทองแดงเล็กๆ โยงใยเต็มไปหมด ดังนั้น ขณะที่เราถอด หรือใส่อุปกรณ์ เช่น ถอด CPU ต้องระวังเป็นพิเศษอย่าให้ไขควง หรือวัสดุแหลมคมไปโดนแผ่นวงจรที่มีลายทองแดงอยู่ เพราะหากลายทองแดงนี้โดนกระแทกหรือขาด ก็ยากที่จะต่อให้กลับเข้าไปใหม่ได้ เพราะทุกอย่างมันเล็กมาก ดังนั้นเราควรใช้ความระมัดระวังให้มาก ก่อนที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง...ต้องรอบคอบครับ
    เราแบ่งประเภทของเมนบอร์ดอย่างไร ?
    เราสามารถแบ่งประเภทของเมนบอร์ดได้ตามรุ่น หรือลักษณะรูปร่างของซีพียูก็ได้หรือแบ่งตามประเภทของแหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) รวมทั้ง Case ก็ได้
    1. แบ่งตามรุ่นของซีพียู เช่น รุ่น 286,386,486,Pentium, Pentium MMX, Pentium II, Pentium III และ Pentium IV เป็นต้น
    2. แบ่งตามลักษณะ/รูปร่างของซีพียู เช่นเป็นแบบ ซ็อกเก็ต (Socket) ซึ่งจะมีทั้ง Socket 3, 4, 5, 6 7,8 หรือ Socket 370 Socket PPGA Socket A หรือ ซีพียู อีกแบบคือ แบบ Slot ซึ่งมีทั้ง Slot 1, Slot A เป็นต้น
    3.  แบ่งตามข้อต่อของแหล่งจ่ายไฟที่จ่ายให้กับเมนบอร์ด ซึ่งข้อต่อดังกล่าวมีทั้งแบบ AT และ ATX ปัจจุบันนี้ได้มีการออกแบบเมนบอร์ดและเคสในรูปแบบใหม่ ในชื่อว่า ATX ดังที่คุณจะได้ยินว่าเมนบอร์ดแบบ ATX และเคสแบบ ATX มากขึ้นในอนาคต เพราะมันได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อลบจุดบกพร่องของการออกแบบเคสและ เมนบอร์ดแบบเก่า ซึ่งจะมีการจัดวางตำแหน่งต่างๆ บนเมนบอร์ดและเคสไม่เหมาะสมสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันสักเท่าไร เนื่องมาจากว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีความเร็วในการทำงานสูง เมื่อความเร็วสูงขึ้นก็จะทำให้เกิด ปัญหา เรื่องความร้อนของพีซียูตามมา และเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์มีความเร็วสูง ก็จะต้องมีเมนบอร์ดที่สนับสนุนความเร็วที่ เพิ่มขึ้นมาด้วย ทำให้เป็นจุดกำเนิดของคำว่า ATX ขึ้นมาแต่ก็ยังมีผู้ที่นิยมเมนบอร์ดและเคสแบบ ATX กันไม่มากนักเหตุที่ ราคายังคงแพงกว่าเมนบอร์ดแบบธรรมดาอยู่มาก ซึ่งในอนาคตเมื่อมีผู้นิยมใช้มากขึ้น และมีผู้ผลิตเมนบอร์ดและเคสแบบ ATX มากขึ้น ก็น่าจะทำให้ราคาลดลงได้
    เมนบอร์ดยี่ห้อไหนดี?
    ปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายยี่ห้อ เช่น ASUS ,GIGABYTE ,MATSONIC ,MSI ,INTEL ,ABIT ,AOPEN, PC-100 AZZA ,ECS ,TYANถ้าจะระบุยี่ห้อไหนดีก็อาจจะลำบากสักหน่อย เพราะปัจจุบันแต่ละยี่ห้อก็ผลิตเมนบอร์ดกันหลายรุ่นและมีข้อดีและข้อเสียแตก ต่างกันไป แต่เมนบอร์ดที่มีชื่อเสียงมานานก็อาจจะได้เปรียบยี่ห้ออื่นบ้างเช่น INTEL, ASUS เป็นต้น
    ส่วนประกอบของเมนบอร์ด
    1. ชุดชิพเซ็ต
    ชุดชิพเซ็ตเป็นเสมือนหัวใจของเมนบอร์ดอีกที่หนึ่งเนื่องจากอุปกรณ์ตัวนี้จะ มีหน้าที่หลักเป็นเหมือนทั้ง อุปกรณ์ แปลภาษา ให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บนเมนบอร์ดสามารถทำงานร่วมกันได้ และทำหน้าที่ควบคุม อุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานได้ตามต้องการ
    2. หน่วยความจำรอมไบออส และแบตเตอรรี่แบ็คอัพ
    ไบออส BIOS หรืออาจเรียกว่าซีมอส (CMOS) เป็นชิพหน่วยความจำชนิด หนึ่งที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล และโปรแกรมขนาดเล็กที่จำเป็นต่อการบูตของระบบคอมพิวเตอร์
    3. หน่วยความจำแคชระดับสอง   
    หน่วยความจำแคชระดับสองนั้นเป็นอุปกรณ์ ตัวหนึ่งที่ทำหน้าเป็นเสมือนหน่วยความจำ บัฟเฟอร์ให้กับซีพียู โดยใช้หลักการที่ว่า การทำงานร่วมกับอุปกร์ที่ความเร็วสูงกว่า จะทำให้เสียเวลาไปกับการรอคอยให้อุปกรณ์
    ที่มีความเร็วต่ำ ทำงานจนเสร็จสิ้นลง เพราะซีพียูมีความเร็วในการทำงานสูงมาก การที่ซีพียูต้องการข้อมูล
    ซักชุดหนึ่งเพื่อนำไปประมวลผลถ้าไม่มีหน่วยความจำแคช
    4.สล็อต
    ขีดความสามารถของเมนบอร์ดขึ้นอยู่กับการมีสล็อต และลักษณะชนิดของสล็อต เพราะหากมีสล็อตหลายสล็อตก็หมายถึงการขยายหรือ
    เพิ่มอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อื่นได้ แต่หากมีจำนวนสล็อตมาก ก็หมายถึงราคาของเมนบอร์ดก็สูงขึ้น ชนิดของสล็อตที่มีกับเมนบอร์ดประกอบด้วย
            4.1.PCI เป็นสล็อตที่มีไว้สำหรับเพิ่มฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ เช่น เพิ่มการ์ดเชื่อมต่อแลน การ์ดวิดีโอ การ์ดเสียง จำนวนสล็อต PCI มี   แตกต่างกัน โดยทั่วไปจะมีให้ตั้งแต่ 2 ถึง 6 สล็อต
            4.2.DIMM เป็นช่องใส่หน่วยความจำ ซึ่งปกติใช้ได้กับ DDRAM แต่ในบางเมนบอร์ดจะมีสล็อตที่เป็น SDRAM โดยเฉพาะนั่น   หมายถึง นำ DDRAM มาใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็น DIMM สล็อตจะใช้ได้ทั้ง SDRAM และ DDRAM โดยปกติจะมีช่องใส่หน่วยความจำ   แบบนี้อยู่ 2 ถึง 4 ช่อง เพราะหน่วยความจำที่ใช้มีความจุต่อการ์ดสูงขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้ช่องมากเหมือนเมื่อก่อน
            4.3.AGP ย่อมาจาก Accerelator Graphic Port เป็นสล็อตสำหรับใส่การ์ดจอภาพแสดงผล ซึ่งเน้นในเรื่องความเร็วของการแสดงผลกราฟิกส์ ปัจจุบันมีผู้ผลิตการ์ดแสดงผลที่ต้องการแสดงผลได้เร็ว โดยเฉพาะพวกเกม 3D เทคโนโลยี AGP จึงต้องทำให้การถ่ายโอนข้อมูลแสดงผลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ความเร็วสูงขึ้น โดยวัดความเร็วเป็นจำนวนเท่าของมาตรฐานปกติ    เช่น 4x คือ สี่เท่า
            4.4.Ultra DMA/100 DMA ย่อมาจาก Direct Memory Access เป็นช่องทางของการถ่ายโอนหน่วยความจำกับอุปกรณ์อินพุตเอาท์พุตที่มีการโอน ย้ายข้อมูลเป็นบล็อก และต้องการความรวดเร็ว พอร์ตที่ใช้ DMA แบบนี้คือ ฮาร์ดดิสค์ ฟลอปปี้ดิสค์ ซีดีและดีวีดี เป็นต้น ช่องทางนี้
    จึงเป็นช่องทางเชื่อมกับฮาร์ดดิสค์หรือซีดีรอม ถ้ามี Ultra DMA สองช่องก็หมายถึงมีสายเชื่อมไปยังฮาร์ดดิสค์ที่จะต่อเข้า        เมนบอร์ดได้สอง
    เส้น แต่ละเส้นต่อได้สองไดร์ฟ นั่นหมายถึงใส่ฮาร์ดดิสค์ได้สี่ไดร์ฟ
    5.พอร์ตมาตรฐานต่าง ๆ บนเมนบอร์ดจะมีการสร้างพอร์ตมาตรฐานต่าง ๆ เช่น USB พอร์ต ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1 พอร์ต อาจจะเป็น 2 ถึง 4 พอร์ต พอร์ตขนานต่อเครื่องพิมพ์ พอร์ตอนุกรม (ปกติมีให้ 1-2 พอร์ต) พอร์ต PS/2 เมาส์ พอร์ต PS/2 คีย์บอร์ด พอร์ตมาตรฐานเหล่านี้กำลัง
    เพิ่มพอร์ตพิเศษบางชนิดเข้าไปด้วย เช่น พอร์ต Fly wire พอร์ตเชื่อมต่อวิดีโอ ความเร็วสูง IEEE1394 พอร์ต SVideo
    ขีดความสามารถเพิ่มเติมพิเศษ  พลังงาน เป็นการพัฒนาร่วมระหว่างไบออสกับฮาร์ดแวร์ให้มีโหมดพิเศษในการจัดการพลังงาน การปิดเปิด ตลอดจนการ Shutdown การเปิดเองตามการปลุกด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น Wake up on lan คือใช้แลนสั่งงานมาจากที่อื่นให้เครื่องเริ่มทำงานให้
    การเพิ่มวงจรพิเศษ เพื่อให้ลดค่าใช้จ่ายภาพรวมจึงมีการสร้างวงจรพิเศษที่จำเป็นบางวงจรไว้บนเมน บอร์ดด้วย เช่น วงจรการ์ดเสียง วงจรการ์ดแลน การ์ดโมเด็ม หรืออุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ที่เคยมีเป็นการ์ดแยกต่างหาก ส่งท้าย เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นการแนะนำให้รู้จักกับลักษณะและคุณสมบัติของเมน บอร์ดโดยทั่วไป ซึ่งผู้สนใจสามารถหาข้อมูลได้   จากบริษัทผู้ผลิตเมนบอร์ดผ่านทางเว็บไซต์ได้ บริษัทผู้ผลิตที่สำคัญได้แก่ ASUSTEK, ABIT, Aopen, FIC, DFI, IWILL, Elite Group, Tyan และ Micronics สำหรับราคามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีรุ่นใหม่มารุ่นเก่าก็จะมีราคาลดลงอย่างมาก ผู้สนใจลองเดินดูจากร้านค้าตามไอทีมอลต่าง ๆ จะเห็นความหลากหลายของเมนบอร์ดให้เลือกได้
    Case สำหรับคอมพิวเตอร์
    Power Supply และ Case สำหรับเมนบอร์ดก็เป็นอีกข้อหนึ่งครับที่ไม่ควรมองข้าง โดยทั่วไปแล้วคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ๆ จะใช้ Case แบบ AT แต่ถ้าหากเป็นรุ่นใหม่ ๆ แล้วจะเป็นแบบ ATX นะครับ ข้อดีของ Case และ Power Supply แบบ ATX คือ การออกแบบให้มีการระบายความร้อนได้ดีกว่า และการใช้ Power Supply แบบใหม่ซึ่งจะทำให้สามารถใช้งานระบบ Power Management ต่าง ๆ ได้เช่นการตั้งเวลา เปิด-ปิด เครื่อง เป็นต้น และนอกจากนี้อย่าลืมว่า เมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้ก็จะใช้กับ Case และ Power Supply แบบ ATX เป็นส่วนใหญ่หมดแล้วนะครับ สำหรับท่านที่คิดจะทำการ Upgrade เครื่องเดิมที่เป็น Case แบบ ATแต่หาเมนบอร์ดได้ยาก ก็ลองมองดูส่วนของ Case นี้ด้วยนะครับหากเป็นไปได้ก็อาจจะลงทุนซื้อ Case พร้อม Power Supply แบบ ATX ใหม่ไปเลย ราคาก็คงอยู่หลักพันต้น ๆ เท่านั้น ขนาดของ Power Supply รุ่นเก่า ๆ จะเป็น 200 วัตต์ หากเป็น Power Supply รุ่นใหม่ ๆ หน่อยก็จะเป็น 230-300 วัตต์ หรือสูงกว่านี้แล้ว ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกขนาดของ Power Supply ขนาดวัตต์สูง ๆ ไว้ก็ดี
    แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply)
                   แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะถ้าไม่มี แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) แล้วนั้น คอมพิวเตอร์จะทำงานได้อย่างไร   แหล่งจ่ายไฟจะมีรูปทรงและการทำงานที่เป็นไปตามระบบปฏิบัติการของ mainboard เช่นกัน
    แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) แบบ ATX นั้นมีการทำงานที่ดีกว่าและเหนือ กว่าการทำงานด้วยแหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) แบบ AT เพราะการปิดเปิดเครื่อง ด้วยระบบ ATX นั้นจะมีการทำงานด้วย Software เป็นตัวกำหนดการทำงานสำหรับการ ปิดเปิดเครื่อง และเคส ATX นั้นจะมีการให้แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) มาให้ที่มาก กว่าแหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) แบบ AT ส่วนมากที่เคสแบบ ATX ให้มานั้นมักจะ อยู่ที่ 250 Watt ถึง 400 Watt ซึ่งเป็นพลังงานที่มากกว่าระบบ AT ทำให้มีความเสถียรภาพมากขึ้นนั่นเอง
    โมเด็ม(Modem)
    เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อก (Analog Signal) ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล (Digital Signal) และในทางกลับกันก็แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก โดยเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับช่องทางการสื่อสาร กล่าวคือคอมพิวเตอร์จะประมวลผลลัพธ์ออกมาในรูปของดิจิตัล เมื่อต้องการส่งข้อมูลนี้ไปบนช่องทางการสื่อสาร เช่น ต่อเชื่อมผ่านทางสายโทรศัพท์ โมเด็มจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อกเพื่อส่งผ่านไปบน สายโทรศัพท์ ในทางกลับกันเมื่อข้อมูลจากที่อื่นส่งมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา โมเด็มก็จะแปลงสัญญาณแอนะล็อกนั้นมาเป็นสัญญาณดิจิตัล เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเข้าใจได้
    โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ โมเด็มที่เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์ (External Modem) และโมเด็มที่เป็นแผงวงจรต่อพ่วงเข้ากับแผงวงจรหลักในเครื่องคอมพิวเตอร์ (Internal Modem) แต่ในปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ มักจะมีโมเด็มประกอบรวมกับแผงวงจรหลักภายในเครื่องอยู่แล้ว ผู้ใช้เพียงแต่เสียบสายโทรศัพท์เข้ากับช่องเสียบด้านหลังของเครื่อง คอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำการติดต่อเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตได้
     การ์ดแลน
    เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลจากเครื่องคอมฯเครื่องหนึ่งไปสู่ อีกเครื่องโดยผ่านสายแลน การ์ดแลนเป็นอุปกรณ์ที่สามารถต่อพ่วงกับพอร์ตแทบทุกชนิดของเครื่อง คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ISA, PCI, USB, Parallel, PCMCIA และ Compact Flash ซึ่งที่เห็นใช้กันมากที่สุดก็จะเป็นแบบ PCI เพราะถ้าเทียบราคากับประสิทธิภาพแล้วถือว่าค่อนข้างถูก มีหลายราคา ตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจนถึงหลักพัน ส่วนแบบ USB, Parallel, PCMCIA ส่วนใหญ่จะเห็นใช้กันมากกับเครื่องโน๊ตบุ๊ค เพราะก็อย่างที่ทราบกันอยู่ว่าการติดอุปกรณ์ลงในพอร์ตภายใน ของเครื่องโน๊ตบุ๊คเป็นเรื่องยาก ดังนั้นการต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงจึงต้องอาศัยพอร์ตภายนอกดังที่กล่าวมา
     
    VGA Card หรือ Display Adapter
    มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณ digital ให้เป็นสัญญาณภาพ โดยมี Chip เป็นตัวหลักในการประมวลการแปลงสัญญาณ ส่วนภาพนั้น CPU เป็นผู้ประมวลผล แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีการประมวลผลภาพนั้น VGA card เป็นผู้ประมวลผลเองโดย Chip นั้นได้เปลี่ยนเป็น GPU (Grarphic Processing Unit) ซึ่งจะมีการประมวลภาพในตัว Card เองเลย เทคโนโลยีนี้เป็นที่แพร่หลายมากเนื่องจากราคาเริ่มปรับตัวต่ำลงมาจากเมื่อ ก่อนที่เทคโนโลยีนี้เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ โดย GPU ค่าย Nvidia เป็นผู้ริเริ่มการลุยตลาด
    Slot เสียบการ์ดแบบต่างๆ
    หลักการทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร
     แหล่งที่มา http://iconsult.atspace.com/iDocuments/comfix3.htm
                  http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20intro2.htm
                  http://school.obec.go.th/bandai/caicom/html/aongprakob.htm
                  http://www.rmutphysics.com/charud/transparency/4/computer/computer_files/frame.htm#slide0001.htm
     

    วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

    ศัพท์ IT

    คำศัพท์ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
    • การ์ดจอ
      • อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการจัดการให้เกิดการแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
    • คีย์บอร์ดหรือแป้นพิมพ์ (Keyboard)
      • อุปกรณ์ที่ใช้ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง ในรูปแบบของการพิมพ์
    • คอมโบไดรซ์ (Combo-Drive)
      • อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับอ่าน/เขียนแผ่น CD แต่ไม่รองรับการเขียนแผ่น DVD แต่อ่านแผ่น DVD
    • คอมพิวเตอร์เคส (Computer Case)
      • ตัวเครื่องที่หุ้มห่อชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์
    • เครื่องพิมพ์ (Printer)
      • อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับพิมพ์งานจากคอมพิวเตอร์ออกมาทางกระดาษ เครื่องพิมพ์มีหลายชนิดได้แก่ เลเซอร์, หัวเข็ม, แบบพ่นหมึก เป็นต้น
    • ซอร์ฟแวร์ (Software)
      • โปรแกรมในการใช้งาน เพื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง
    • ซีดีรอมไดรซ์ (CD-ROM Drive)
      • อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับอ่าน/เขียนแผ่น CD/DVD ทั้งนี้ขึ้นกับรุ่นที่ใช้งานว่ารองรับการอ่าน/เขียนแผ่น CD ประเภทไหนบ้าง
    • ซีอาร์ที มอนิเตอร์ (CRT Monitor)
      • จอภาพประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณ์เหมือนจอโทรทัศน์รุ่นเก่า
    • ซีพียู (CPU)
      • หน่วยความผล หรือสมองของคอมพิวเตอร์
    • พอร์ต (Port)
      • ช่องทางสื่อสารของคอมพิวเตอร์ พอร์ตมีหลายอย่างเช่น Serial Port, Parallel Port, USB Port เป็นต้น
    • พาวเวอร์ซัฟฟลาย (Power Supply)
      • อุปกรณ์ในการควบคุมและจ่ายกระแสไฟภายในคอมพิวเตอร์
    • แฟลชไดรฟ์ (Flash Drive)
      • อุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบแฟลช แบบเคลื่อนย้ายได้ มีขนาดเล็ก พกพาได้สะดวก เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านทางพอร์ต USB
    • เม้าส์ (Mouse)
      • อุปกรณ์ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง ในรูปแบบของการคลิก
    • เมนด์บอร์ด/มาสเตอร์บอร์ด (Mainboard / Masterboard)
      • อุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ทุกชิ้นของคอมพิวเตอร์
    • ยูพีเอส (UPS)
      • อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันไฟฟ้าดับ มีแบตเตอรี่ในตัว ในเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ
    • ยูเอสบี (USB)
      • ช่องทางการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ กับคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้งานมากที่สุด
    • สแกนเนอร์ (Scanner)
      • อุปกรณ์ในการสแกนภาพจากสิ่งต่างๆ เข้าไปเก็บในคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของไฟล์ (คล้ายการถ่ายภาพ)
    • เว็บแคม (Web Cam)
      • เป็นอุปกรณ์ในการสื่อสารในรูปแบบวีดีโอ สามารถสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตแบบเห็นภาพเคลื่อนไหวได้
    • หน่วยความจำ (RAM)
      • หน่วยความจำที่ใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูล
    • แอลซีดี มอนิเตอร์ (LCD Monitor)
      • จอภาพประเภท แอลซีดี มีขนาดบาง ประหยัดพลังงาน
    • ฮาร์ดดิกส์ (Harddisk)
      • อุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลที่สำคัญที่สุดของคอมพิวเตอร์
    • ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
      • อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ที่สามารถจับต้องได้ รวมทั้งภายนอกและภายในตัวเครื่อง       

    วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

    ศัพท์ IT

    1)  DATA (ดาต้า) หมายถึง  ข้อมูล ทุกสิ่งที่นำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
    2) DATABASE หมายถึง ฐานข้อมูล ที่รวมของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน และจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ค้นคืนได้ง่าย
    3)  DIGITAL หมายถึง  ดิจิตอล, การแสดงข้อมูลในรูปของตัวเลข
    4)  FILE  (ไฟล์) หมายถึง แฟ้มข้อมูล กลุ่มของเรดคอร์ดตั้งแต่ 1 เรดคอร์ดขึ้นไปรวมถึงมีความหมายเกี่ยวพันในเรื่องเดียวกัน เช่น เรดคอร์ดของพนักงานทั้งหมดในบริษัท
    5) HARDWARE  (ฮาร์ดแวร์) หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น จอมอนิเตอร์ เคส ฮาร์ดดิสก์
    6)  SOFTWARE  (ซอฟต์แวร์) หมายถึง โปรแกรมควบคุมระบบ โปรแกรมอำนวยความสะดวกหรือโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ( sortware packege : โปรแกรมสำเร็จรูป )
    7) LOGIN  หมายถึง การติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์
    8) LOGOUT หมายถึง การเลิกติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เลิกการใช้งานเครื่อง
    คอมพิวเตอร์
    9) LOAD  หมายถึง บรรจุ การบรรจุโปรแกรมจากแผ่นจานแม่เหล็กลงสู่หน่วยความจำหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์
    10) MODEM หมายถึง โมเด็ม อุปกรณ์รอบนอกชนิดหนึ่งซึ่งช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถส่งและรับข้อมูล ผ่านทางสายโทรศัพท์ อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลมีหน้าที่แปลงสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเทอร์มิ นอลเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งผ่านสายโทรศัพท์และเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับเป็นสัญญาณ คอมพิวเตอร์เมื่อถึงปลายทาง ย่อมาจาก “Modulate Demodulator”